คนก็เป็นเหมือนวงกลม

posted on 01 Sep 2008 22:53 by spendid

คน ก็เป็นเหมือนวงกลม  ...มีหลายด้านให้มอง...

มี 360 องศา ให้เดินค้นหา มองเห็น


แต่คนเรามักจะหยุดอยู่แค่องศาแรกที่มองเห็น
และยึดติดว่าสิ่งที่เห็น สิ่งที่รู้ในด้านนั้น
เป็นทุกอย่างของคน คนนั้น ไปเสียทั้งหมด

แต่เมื่อคน คนนั้นเริ่มหมุน ..หมุน..และ..หมุน
เปลี่ยนมุมมอง ทิศทาง ให้ได้ดู ได้เห็น ได้รับรู้บ้าง

กลับบอกว่าเขา - เปลี่ยนไป ....

ฉะนั้น ......
การจะรู้จัก คบหากับใครสักคน
ต้องเดินวนให้ครบ 360 องศา ก่อน .. ใช่มั้ย

 

 

 

ถึงจะสามารถรู้ได้ว่าคน คนนั้นมีกี่มุม ให้ได้มอง

คนที่เรารัก. . .คือคนที่ใช่สำหรับเราแต่บางครั้ง. . .เรากลับรู้สึกว่าเขาไม่ใช่


คนที่รักเรา. . .คือคนที่เราเพียงมองผ่านแต่เขา. . .กลับมองเราอย่างใส่ใจ


 

คนที่เรารัก. . . คือคนที่เราคิดว่าเรารู้จักเขาดีแต่แท้จริงแล้ว. . . เรากลับไม่รู้จักเขาเลย


คนที่รักเรา. . .คือคนที่เราไม่พยายามทำความรู้จักแต่เขา. . .กลับพยายามทำความรู้จักเรา


 

 คนที่เรารัก. . . คือคนที่เราพร้อมจะเป็นผู้ให้แต่สิ่งที่เราให้ . . . เขากลับไม่เคยมองเห็นสิ่งที่เราให้ไป


คนที่รักเรา. . .คือคนที่เราไม่เคยให้ความสำคัญมากมายแต่เขา. . .กลับให้ในสิ่งที่ล้วนมีค่ามีความสำคัญกับเรา


 

คนที่เรารัก. . . คือคนที่เราอยู่ด้วยเวลามีความสุขแต่เวลาเราทุกข์. . . เรากลับมองหาเขาไม่เจอ


คนที่รักเรา. . .คือคนที่เราไม่เคยเห็นหน้าเวลาสุขแต่เวลาทุกข์. . . เขากลับเป็นเหมือนเงาคอยเฝ้าตาม


 

 คนที่เรารัก. . .คือคนที่เราใส่ใจทุกเวลาแต่ที่แย่กว่าคือ. . . ตลอดมา เขาไม่ได้รักเรา


คนที่รักเรา. . .คือคนที่เราไม่เคยนึกถึงแต่มีสิ่งหนึ่ง. . .บอกให้รู้ว่า . . .เขารักเรา

วาสนา

posted on 26 Aug 2008 11:00 by spendid

คุนเชื่อเรื่องวาสนา กานรึเป่า เราเชื่อนะ มีเรื่องนึงอยากให้อ่าน "วาสนา"

    มีชายหญิงคู่หนึ่งรักกันมาก   คบกันมา 3 ปี ทั้ง 2 ตกลงจะแต่งงานกัน

เมื่อกำหนดวันเรียบร้อย   ฝ่ายชายเองก็รอคอยวันที่จะแต่งงาน

ต่อมาไม่นานฝ่ายชายรู้ข่าวว่า   คู่รักของตนแต่งงานกับคนอื่นอย่างกะทันหัน

โดยฝ่ายหญิงเองก็เต็มใจ   ไม่ได้ถูกบังคับแต่อย่างใด

เมื่อได้ทราบข่าว   เขาทั้งงงและเสียใจมาก

ร้องไห้ไม่กินไม่นอน   ไม่นานก็ป่วยหนักเพราะตรอมใจ

 

เวลาผ่านไป   ฝ่ายชายป่วยหนักขึ้นเรื่อยๆไปหาหมอเท่าไหร่ก็ไม่ดีขึ้น

ขณะที่นอนซมอยู่ที่บ้านนั้น   มีหลวงตาแก่ๆผ่านมา

เมื่อมาถึงหลวงตาหยุดอยู่ที่หน้าบ้าน   แล้วมองเข้าไปในบ้านจึงเคาะประตู

เด็กรับใช้ออกมาเปิดประตูพบว่า   เป็นพระ   จึงบอกว่า ไม่ทำบุญนิมนต์ข้างหน้า

หลวงตายิ้มอย่างมีเมตตาแล้วพูดว่า อาตมาไม่ได้มาบิณฑบาต

ในบ้านมีคนป่วยใช่มั๊ย   อาตมาพอมีความรู้ทางด้านการแพทย์นิดหน่อย

ไม่รู้จะพอช่วยได้รึปล่าว เด็กรับใช้ได้ฟังก็อึ้งแต่ก็บอกว่าตัดสินใจเองไม่ได้

ต้องขอไปถามเจ้านายก่อน เด็กรับใช้เดินเข้าไปในบ้านถามเจ้านาย

เจ้านายตอบอย่างตัดรำคาญว่าอยากเข้ามา   ก็เข้ามา!

 

เมื่อหลวงตาเข้าไปพบที่ห้องนอนพบว่า  

ชายคนดังกล่าวนอนอย่างหมดอาลัยตายอยากอยู่บนเตียง

สีหน้าซีดเซียว   ร่างกายซูบผอมประหนึ่งครึ่งคนครึ่งศพ

เด็กรับใช้นำน้ำมาถวายหลวงตา   พร้อมจัดเก้าอี้ถวายข้างๆเตียงของชายคนนั้น

หลวงตายิ้มแล้วพูดว่าอาการหนักเลยนะ

ชายคนนั้น   นิ่งเงียบไม่สนใจในสิ่งที่หลวงตาพูด

หลวงตาตรวจอาการพอเป็นพิธี   จึงกล่าวว่า   โทรมมากเลยนะ

ชายคนนั้นไม่สนใจ หลวงตาบอกว่าไม่เชื่อ   ลองมองที่กระจกสิ

ชายคนนั้นไม่สนใจ   แต่ขณะที่หางตาชายไปที่กระจกแต่งตัวในห้องนอน

เขามองเห็นภาพของคนที่รักอยู่ในนั้น   ไม่นานภาพของคนรักก็ค่อยๆจางหายไป

กลายเป็นภาพทิวทัศน์ชายทะเล
           
ที่ชายทะเลแห่งนั้นเงียบสงบ ไม่มีคนผ่านไปมา

ขณะที่ชายคนที่ป่วยนั้น   มองภาพในกระจกด้วยความสนใจนั้น

เขาพบว่า   มีศพหญิงสาวนอนเปลือยกายอยู่ที่ชายหาด

เวลาผ่านไปสักครู่ มีชายคนหนึ่งเดินผ่านมา  

เขามองเห็นศพหญิงคนนั้นด้วยความรังเกียจ   แล้วเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ต่อมาพักใหญ่มีชายอีกคนหนึ่งเดินผ่านมา   เขามองเห็นศพนั้น  

เขาสงสารจึงถอดเสื้อนอกออกมาคลุมร่างของหญิงคนนั้น   แล้วเดินจากไป

พักใหญ่ๆอีกเช่นกัน มีชายอีกคนเดินผ่านมา

เขาพบคนนอนมีผ้าคลุมอยู่   จึงเปิดออกดู   เมื่อพบว่า   เป็นศพ

ด้วยใจสงสาร   จึงจะฝังให้เรียบร้อย   แต่ก็ไม่มีเครื่องมือจะขุด

เขาจึงตัดสินใจใช้มือทั้ง 2 ข้างๆ ค่อยๆกอบทรายขึ้นมา

เขาทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนเย็น   พอได้หลุมใหญ่พอสมควร

จึงได้ฝังศพผู้หญิงคนนั้นเรียบร้อยแล้วจากไป

 

จากนั้นภาพในกระจกก็เปลี่ยนเป็นภาพของศพหญิงคนนั้น

และก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นภาพของหญิงคนรัก เขาได้เห็นก็ตกใจ

พอสักพัก ก็ปรากฏเป็นภาพชายคนที่ 2

แล้วก็ค่อยๆจางหายไป   เหลือแต่เงาของตัวเองในกระจก

 

ทันใดนั้นหลวงตาพูดว่า   ทีนี้เข้าใจรึยัง   ศพนั้นคือคู่รักของโยม

ชายคนที่ช่วยฝังศพเธอ   ผูกวาสนากับเธอหนึ่งชาติ

ชาตินี้เธอเลยแต่งงานกับเขา ส่วนโยมช่วยคลุมศพเธอ

จึงผูกวาสนา 3 ปี ตอนนี้ครบ 3 ปี วาสนาสิ้นแล้วก็ต้องจากกัน

 

เมื่อชายคนนั้นฟังจบก็กระอักเลือดออกมา เด็กรับใช้ตกใจมาก

หลวงตายิ้มแล้วบอกว่า   โยมรอดแล้ว   เมื่อกี้โยมกระอักเลือดเอาเลือดเสียออกมาแล้ว

ต่อมาไม่นานชายคนนั้นก็ได้ออกบวชในที่สุด  
 

^_^ คนเราเจอกัน   ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ความสัมพันธ์ พ่อ , แม่ , พี่ , น้อง ,

ญาติ , เพื่อน , ศัตรู , คนรัก ฯลฯ ไม่ใช่ของเลื่อนลอย  

เมื่อมีวาสนา   ไม่ต้องเรียกร้อง   ถึงเวลาก็มาเจอกัน

เมื่อสิ้นวาสนา   ก็ต้องจากกัน   รั้งยังไงก็ไม่อยู่

ในตอนที่ยังไม่จากกันนี้   คุณทำได้ทำดีต่อคนของคุณหรือยัง

เพราะถึงเวลาที่ต้องจากกัน   ไม่ว่าคุณจะมีเงินหรืออำนาจล้นฟ้า   ก็เรียกมันกลับคืนมาไม่ได้

ทำดีต่อกันไว้ดีกว่า เพราะไม่มีใครรู้ว่า   เราจะต้องจากกันเมื่อไหร่ ^_^  

 

อ่านเรื่องนี้แล้วทำให้เราเข้าใจอารัยหลายอย่าง เราเองอาจเปงแค่คนที่คลุมศพให้เท่านั้น

ความรักระหว่างเรากับเค้ามานจึงจบลงเพียงแค่นี้ จะฝืนหรือรั้งกานไปก้อไม่มีผลอะรัย

ที่จะทำให้เค้ากลับมา ทำได้ดีที่สุดคือ ปล่อยเค้าไป และทำใจยอมรับ ....วาสนาคงมีต่อกันแค่นี้จิงๆ 

 

edit @ 26 Aug 2008 11:18:54 by Miracle of song